Into the wild หนังอุทาหรณ์สำหรับคนที่อยากหนีเข้าป่าหาชีวิต

Into the wild ชื่อภาษาไทยคือ “เข้าไปหาชีวิต” เป็นหนังปี 2007 ถ้าบอกชื่อผู้กำกับทุกคนอาจจะประหลาดใจนิดหน่อย (ผู้กำกับเรื่องคือ ฌอน เพนน์ (Sean Penn) นักแสดงมากฝีมือดีกรีออสการ์) เพราะหลายคนอาจจะไม่รู้ว่านักแสดงระดับเทพอย่าง ฌอน เพนน์ เขากำกับหนังด้วย เอาล่ะเรามาทำความรู้จักกับหนังที่ทำมาตอบโจทย์พวกบรรดาหนุ่มนักคิดที่อยากอยู่แบบเหงา ๆ เรื่องนี้กันเลยดีกว่า

หนังเรื่องนี้เล่าเรื่องของ Chris McCandless (รับบทโดย Emile Hirsch จากเรื่อง The Girl Next Door ปี 2004 และMilk ปี 2008) เขาตัดสินใจทิ้งทุกอย่างหลังจากจบมหาวิทยาลัย โดยให้เหตุผลว่าได้ทำตามความคาดหวังของพ่อแม่แล้ว จากนี้เขาจะใช้ชีวิตในแบบที่ตัวเองเลือก นั่นคือการเดินทางไปเรื่อย ๆ โดยไม่ต้องมีรถ ไม่มีเงิน มีแค่กระเป๋าใบเดียว จุดหมายของเขาคือการเดินทางเพื่อหาความสุขที่แท้จริงของชีวิต หนังนำเสนอการเดินทางของเขา ที่พบเจอผู้คนและมิตรภาพระหว่างทาง แต่เขาตัดสินใจที่จะทิ้งความทรงจำดี ๆ เล่านั้นเพื่อไปปักหลักอยู่ที่ป่ากว้างในอาลาสก้า เริ่มใช้ชีวิตโดยลำพังอย่างที่เขาต้องการ ต้องอาหารประทังชีวิต อยู่แบบเหงา ๆ ไม่มีเพื่อนให้พูดคุย เขาเริ่มเขียนบันทึกเรื่องราวและความรู้สึกที่เกิดขึ้นแต่ละวัน และเรื่องค่อย ๆ ดำเนินไปท่ามกลางอากาศหนาวเย็น บรรยากาศเงียบเหงาเยือกเย็น และในที่สุดก็ดำเนินไปถึงตอนจบ และเฉลยให้คนดูว่า นี่มันคือเรื่องจริงนะ…หนังเรื่องนี้เล่าเรื่องที่เคยเกิดขึ้นจริง ๆ  อันที่จริงแล้วจะมองว่าเป็นหนังแนวเอาชีวิตรอด ก็ไม่ใช่ซะทีเดียว จะบอกว่าเป็นแนวปรัชญาชีวิตก็ไม่ขนาดนั้น แต่เราคิดเอาเองว่ามันคือหนังที่เล่าเรื่องราว ให้เราได้ฉุกคิด และก็คิดได้หลายเรื่อง หลายประเด็น หลายแง่มุมนะ ในช่วงที่พระเอกเอาเงินทิ้ง เพราะตั้งใจจะไม่ใช้เงิน เราเกิดความคิดแย้งขึ้นมาว่า ไม่เห็นต้องทิ้งเลย เก็บไว้ก็ได้ เผื่อคับขันได้ใช้ เพราะยังไงซะเราก็ยังเดินอยู่บนโลกที่คนใช้เงิน พอคิดอีกแง่หนึ่งคือ..โอเค เขาจะสละทางโลก แล้วไปใช้ชีวิตแบบมีความหมายนี่นา ในฐานะคนดู เราพยายามทำความเข้าใจตัวละคร แต่ท้ายที่สุดแล้วเราสรุปได้ว่า “แบบนี้มันสุดโต่งเกินไป มันไม่เข้าท่า ไม่เข้าท่าเอาซะเลย” ชีวิตที่มีความหมายไม่จำเป็นต้องทิ้งเรื่องราวดี ๆ ไม่จำเป็นต้องไปอยู่คนเดียวในป่าก็ได้

ภาพและบรรยากาศของจะออกโทนหม่นนิดหนึ่ง สิ่งหนึ่งที่เราได้จากการดูหนังคือทำให้เรารู้ว่าโลกใบนี้สวยงามมาก ธรรมชาติรอบตัวก็สวย ผู้คนและความทรงจำต่าง ๆ ที่ผ่านมาในชีวิตเราทั้งเรื่องแย่หรือเรื่องดี พอมองกลับไปมันช่างสวยงามและน่าจดจำ ความหมายของชีวิตหรือความสุขที่แท้จริงมันไม่ต้องดิ้นรนไปตามหาคนเดียวในที่ที่ห่างไกลขนาดนั้น ความสุขที่เราตามหา…มันน่าจะอยู่รอบตัวนี่แหล่ะ