Crazy Rich Asian หนังน้ำเน่าที่ควรหยิบมาดู

ต้องยอมรับว่า Crazy Rich Asian ได้รับการพูดถึงกันอย่างหนาหูว่าเป็นภาพยนตร์แนวละครน้ำเน่า นางเอกเปรียบเสมือนพจมานจากบ้านทรายทองแบบฉบับฮอลิวูด หรือมีแม้กระทั่งเอาไปเปรียบเทียบกับละครโทรทัศน์ของไทยหลาย ๆ เรื่อง แต่ความจริงแล้วภาพยนตร์เรื่องนี้ถือเป็นภาพยนตร์ที่น่าสนใจและน่าหยิบมาชมมากเลยทีเดียว จากนิยายชื่อดังสู่หนังฮอลลีวูด ภาพยนตร์เรื่อง Crazy Rich Asian เป็นการสร้างจากหนังสือที่แต่งขึ้นโดย Kevin Kwan หรือที่มีภาษาไทยว่าเหลี่ยมโบตั๋น เป็นเรื่องราวของหนุ่มสาวเชื้อสายจีนที่อาศัยอยู่ในประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งพบรักคบหาดูใจกัน แต่ฝ่ายหญิงหารู้ไม่ว่าฝ่ายชายเป็นถึงลูกชายของมหาเศรษฐีที่ประกอบธุรกิจอยู่บนเกาะสิงค์โปร์จนกระทั่งฝ่ายชายได้ชวนฝ่ายหญิงไปร่วมงานแต่งงานของญาติที่ประเทศบ้านเกิด เรื่องราวน้ำเน่าของการกีดกันสะใภ้ไร้ศักดินาจึงบังเกิดขึ้น จุดเด่นและความน่าสนใจของหนัง หากจะมองอีกมุม จุดเด่นของภาพยนตร์เรื่องนี้ไม่ได้อยู่ที่ความน้ำเน่าของเรื่องราวแม่ผัวลูกสะใภ้ แต่กลับเป็นเรื่องของความแตกต่างทางด้านวิถีชีวิต วัฒนธรรมของครอบครัวที่มีเชื้อสายจีนในประเทศสิงค์โปร์ ทำให้ไม่แปลกใจว่าทำไมภาพยนตร์เรื่องนี้ถึงได้รับความสนใจจากชาวต่างชาติทั้งในสหรัฐอเมริการวมถึงยุโรป นั่นก็เพราะ Crazy Rich Asian สามารถนำเสนอจุดเด่นของประเทศสิงค์โปร์ซึ่งเป็นประเทศที่มีความเจริญสูงสุดประเทศหนึ่งในทวีปเอเชียได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องของอาหารการกิน การท่องเที่ยวและสถานที่ที่น่าสนใจ อีกทั้งยังเสนอมุมมองในเรื่องการใช้ภาษาอังกฤษของชาวสิงค์โปร์ได้ดีเลยเดียว เสน่ห์ของตัวละคร อีกหนึ่งเรื่องที่ไม่เหมือนกับละครน้ำเน่าที่หลายคนอาจจะเคยชมมา ก็คือเสน่ห์ของตัวละคร ตัวละครแต่ละตัวในภาพยนต์เรื่อง Crazy Rich Asian นั้น พระเอกและนางเอกมีการใช้เหตุผลและไหวพริบเพื่อแก้ปัญหาและรับมือกับความคิดของคนในครอบครัวที่เข้ามาทำลายความสัมพันธ์ของคู่พระนางได้เป็นอย่างดี ทำให้เนื้อเรื่องไหลลื่นไม่ติดขัด ขัดใจผู้ชม ส่วนตัวแม่พระเอกก็ไม่ได้ร้ายแบบไร้เหตุผล แถมยังได้ดาราเจ้าบทบาทอย่างมิเชล โหย่วมารับบททำให้หนังดูมีเสน่ห์น่าติดตามเป็นอย่างมาก ถึงแม้ภาพยนตร์เรื่องนี้จะนำเสนอความเว่อร์วังอลังการและความรวยแบบไม่สมจริงเหมือนชื่อหนังสือCrazy Rich Asian อยู่บ้าง …

Under the Shadow “ผีทะลุบ้าน” แหวกสงคราม ความเชื่อ แอนด์เฟมินิสต์

ด้วยงานศิลป์ทุกอย่างในโลกกว้างใบนี้ มักแฝงด้วยนัยยะของชีวิต ทั้งโดยตรงและทางแฝง หลัง ๆ งานหนังจากประเทศอิหร่าน ที่ก็ถือเป็นงานศิลป์รูปแบบหนึ่งจากประเทศนี้ หลาย ๆ เรื่องมักบีบ กดเค้นราวกับคั้นน้ำมะนาว ให้คนเสพหนังเปรี้ยวขมลิ้น จนถึงแรงบีบคั้นสุดท้าย แถมด้วยรสนิยมส่วนตัว ยังยึดติดและชื่นชอบกับรูปแบบหนังง่าย ๆ แต่มีพลัง อย่างหนังในดวงใจที่ค่อนข้างเก่าอย่าง Children of Heaven มากกว่า ฉากที่เด็กกวดเท้าวิ่งเข้าเส้นชัย เพื่อผู้ชนะได้รองเท้าสักคู่มาให้น้องใส่ อารมณ์..ออกจากโรงหนังแบบนั้นต่างหากที่ยังถวิลหา แต่ก็เหมือนที่บอกไว้ งานศิลป์ก็คืองานที่ส่วนหนึ่งมาจากความเป็นอยู่และวัฒนธรรม หากเราไปเที่ยวต่างแดน ว่ากันว่าการได้ไปหอศิลป์ของประเทศนั้น ๆ ก็จะได้รู้จักถึงสิ่งลึก ๆ ของผู้คนประเทศนั้นได้ดีขึ้น แล้วบ้านเรามีหอศิลป์ของจริง บ้างไหม กลับมาว่ากันถึงหนัง เรื่องที่จั่วหัวกันดีกว่า ออกตัวก่อนว่าเป็นหนังที่ออกฉายสักสองปีมาแล้วได้ ได้ยินชื่อเสียงที่ร่ำลือ..แต่ยังไม่เคยได้ดูสักที เริ่มที่การตั้งชื่อ “ผีทะลุบ้าน” แน่นอนเมื่อมีชื่อไทย ก็แสดงว่าเคยเข้าโรงฉายในไทย ถูกต้องแล้ว คลับคล้ายคลับคลาว่า นอกจากฉายในโรงเฉพาะทางแถวอาร์ ซี เอ แล้ว ยังมีการนำเข้าโรงของเครือใหญ่บางแห่งเสียด้วย “ผีทะลุบ้าน” บอกได้เลยว่า ช่างเข้าใจตั้ง เมื่อได้ดูจนจบ มันเนียน …

Content ทีวีไทยปัจจุบัน มีอะไรสร้างสรรค์ ให้เราดู

ต้องยอมรับว่าความสุขที่ง่ายดายและใกล้ตัวที่สุดอย่างหนึ่งของคนในยุคนี้นั้น นอกจากการนั่งจิ้มเลื่อนดูมือถือแล้ว ทีวีก็น่าจะเป็นคำตอบที่สำคัญรอง ๆ ลงมา แม้กระทั่งขณะนั่งเล่นมือถืออยู่นั้น บางทีเรายังต้องเปิดทีวีไว้อีกตั้งหาก ใจไม่ได้อยู่กับจอหรอก แต่เอาไว้เป็นเพื่อนแก้เหงาซะงั้น เช่นนี้แล้ว เรามาลองมาฉุกคิดสนุก ๆ กันไหมว่า แล้วทีวีแต่ละช่อง เอาเฉพาะช่องโทรทัศน์ที่ดูฟรีไม่เสียเงิน และมีเรตติ้งเป็นช่องยอดนิยมทั้งหลาย เขามีสัดส่วนคอนเทนต์รายการแนวไหนให้พวกเราดูกันบ้าง เช่นเพลง หนัง ละคร ข่าว สาระ สุขภาพ ฯลฯ แนวไหนที่เห็นบ่อยว่ามีเยอะ แนวไหนบ้างที่มีน้อย หรือแนวไหนที่คิดว่าไม่มีการผลิตเป็นรายการให้พวกเราดูกันเลย คิดหาคำตอบแบบภาพรวม เอาเบา ๆ สนุก คุยกันก็พอ เอาแค่ที่มีประสบการณ์ผ่านรีโมทของทุกช่องแล้วนั้น สรุปแล้วได้คำตอบใกล้เคียงกันไหมว่า คอนเทนต์ส่วนใหญ่จากช่องทีวีทุกช่อง ที่เห็นว่ามีมาก หรือมีน้อยในทีวีเมืองไทยก็คือ อันดับหนึ่งก็น่าจะเป็น ละครกับภาพยนตร์ อันดับสองล่ะ ก็น่าจะเป็นรายการข่าว เพราะมีหลายช่วง หลายเวลา ทั้งหลักและยิบย่อย อันดับสามละ ก็น่าจะเป็นพวกวาไรตี้ ตลก เบาสมอง โดยทั้งสามอันดับที่กล่าวมานี้ ก็น่าจะสูสีเบียดเสียดกับอันดับสี่พวกแนว เกม การประกวดร้องเพลงต่าง ๆ ชนิดคะแนนไม่ทิ้งห่างกันเท่าไรนัก คอนเทนต์รายการหลัก …

ดูหนังให้หลายรสชาติ เพราะหนังแต่ละชาติก็มีหลายรส

สำหรับคอหนังหรือเซียนหนังที่ชอบดูหนังกันเป็นประจำ เรามาลองเล่นเกมตอบคำถามสนุก ๆ กันดีกว่า ปีนี้ได้ดูหนังกันมากี่สัญชาติแล้ว? วัน ทู ธรี่ โฟร์! ไม่ใช่จังหวะเข้ามิวสิค แต่หมายถึง หนี่ง สอง สาม สี่ หรือจะเกินกว่านี้ไปห้า และมากกว่าก็ได้ กับจำนวนหนังของชาติต่าง ๆ ที่เราได้ดูกัน บางท่านปีนี้ดูหนังมาแล้วสี่สัญชาติ ก็ถือว่าโอเคอยู่นะ หรือบางท่านเพียงสามชาติก็ยังพอไหว สองชาตินี่ชักหวั่นไหว แต่ถ้าสัญชาติเดียวตลอดปี แถมถ้าเป็นกูรูดูหนังเยอะในกลุ่มผองเพื่อน ๆ ด้วยนี่ เดาว่าต้องเป็นนักดูหนังของฮอลลีวูด แน่ ๆ ล่ะ แต่จะคำตอบไหน ๆ ก็ถูกต้องทั้งนั้น แค่ดูหนังจบมีความสุขก็พอแล้ว เพราะที่มาตั้งคำถาม ก็แค่อยากบอกว่า หนังก็เหมือนอาหาร แต่เป็นอาหารทางรสนิยม และความคิด ตามแต่ฝีมือเชฟที่เข้าครัวปรุง บางจานหากรสชาติดี แถมเชฟมีความเป็นอาร์ตสูง รสชาตินั้นก็จะได้ความอิ่มเกิดขึ้นทั้งกายและใจ หรือเชฟบางท่านถนัดในการเลือกและใช้เครื่องปรุงที่ต้องอลังการ เน้นความแพงระยับของวัตถุดิบต่าง ๆ ที่นำมาปรุง ก็จะกลายเป็นอาหารแพงสุด ๆ แต่ความอร่อย ความอิ่มก็ต้องไปลุ้นเอาเมื่อเข้าปาก หนังในโลกนี้ ทุกชาติที่ผลิตหรือสร้างหนังออกมาจึงต่างมีสไตล์ของชาติตัวเอง …

Paradoxocrazy ปฏิว้ติ..ที่ไม่มี (หนล่าสุด!) และ..หรือ (หนต่อๆ ไป?)

โหมโรง ปี่กลอง หอมกลิ่นไอการเลือกตั้งครั้งใหม่เข้ามาทุกขณะ ที่คนไทยจะได้เข้าสู่โหมดเดินเข้าคูหากันอีกครั้ง ในแวดวงบันเทิงของบ้านเรานั้น เมื่อนึกย้อนไปสักปี ๒๕๕๖ ก็ให้นึกถึงหนังสารคดีไทย (Documentary films) เรื่องหนึ่งที่ประกาศตัวเต็ม ๆ และฮือฮาถึงการเป็นหนังการเมืองที่ผ่านเซ็นเซอร์เรื่องแรกของไทยมาได้อย่างหวุดหวิด แถมตอนเข้าโรงฉายแล้วก็ยังลุ้นว่านายทุนจะกล้าเอาออกมาฉายบนจอที่คนในโรงนั่งรอชมแล้วหรือไม่ Paradoxocrazy หรือในชื่อไทย ประชาธิป ” ไทย “ ผลงานจากนักคิดเขียน ภาสกร ประมูลวงศ์ ที่นำโปรเจคสารคดีการเมืองที่ตอนแรกจะทำออกฉายทางโทรทัศน์ ไปคุยกับ เป็นเอก รัตนเรือง ผู้กำกับหนัง นั่นคือที่มาก่อนจะกลับกลายมาเป็นหนังใหญ่และได้ฉายบนจอภาพยนตร์ของโรงหนังเข้าอีกตะหาก มีเกร็ดมากมายจากปรากฏการณ์ที่เกิดระหว่างออกฉาย ใครจะเชื่อบ้างว่า นี่เป็นหนังที่อาจกล่าวได้ว่า เป็นหนังแนวสารคดีที่ทำเงินได้มาก หรืออาจจะมากที่สุดในประวัติศาสตร์หนังสารคดีของไทย ราว ๆ 10 วันระหว่างเข้าฉาย ไม่มีการโปรโมท (ตอนนั้นยังมีการโฆษณาโปรแกรมหนังตามหน้าบันเทิงของ นสพ.อยู่) หรือเรื่องน่าขำสุด ๆ คือคนดูที่อยากดูได้โทรเข้าโรงหนังเพื่อถามรอบฉาย แต่กลับได้รับคำตอบว่า ไม่มีหนังเรื่องนี้เข้าฉายทั้งที่กำลังจะฉายอยู่รอมร่อ เรียกว่าความกลัวเข้าจู่โจมสมองเจ้าของโรงหนังชื่อดัง แต่ที่น่ารักน่าชัง คือเมื่อครบ 10 วัน ดันถามเจ้าของหนังว่าจะฉายต่อหรือไม่ กลับมาที่ตัวหนังสารคดี หากให้วิพากษ์ตามเนื้อจริง ๆ …

The walking dead อีกหนึ่งตำนานซอมบี้มหากาพย์

พูดถึงความบันเทิงสไตล์ซอมบี้ หรือแนวหนังที่มีศพเดินไล่กัด แล้วเปลี่ยนคนถูกกัดเป็นศพเดินได้ตัวใหม่นั้น ถ้าใครถือตัวเองเป็นคอหนังตัวเอ้ แล้วไม่เคยดูหรือถึงขนาดไม่รู้จักซีรีส์ระดับโลก TWD หรือ The walking dead ทีปีนี้ก็ปาเข้าไปถึงปีที่ 9 แล้วละก็ เรียกตัวเองว่าคอหนังไม่ได้แน่ ๆ ย้อนอดีตหนังแนวนี้ ก็มีมานานมากโข เป็นอีกสไตล์หนังผีของพวกฝรั่งเขา เหมือนบ้านเราก็มีผีปอบ ผีกระสือ ของฝั่งอเมริกาทั้งกลาง เหนือ ใต้ เขาก็มีซอมบี้เป็นหนึ่งผีในดวงใจที่สร้างกันมานาน เรื่องแรกที่เป็นฟิล์มก็น่าจะนานเฉียดร้อยปีมาแล้วได้ ซอมบี้ที่ถูกสร้างจนขึ้นหม้อและเปิดยุคแห่งซอมบี้บนจอใหญ่จริงจังก็น่าจะเป็นหนังชื่อตรงตัวว่า Zombie ของผู้กำกับอิตาลี ฉายเมื่อหลายสิบปีก่อนนู้น ก่อนจะกลายมาเป็น Dawn of the dead ที่ทำให้ตัวละครซอมบี้เป็นสินค้าขายได้ขายดีบนแผ่นฟิล์มอย่างจริงจัง พัฒนามาเป็นตระกูลผีจากอาวุธเคมีที่ไม่ใช่มนต์ดำอาถรรพ์ Living Dead หรือผีลืมหลุม ที่ยาวต่อมาหลายปีนับไม่ถ้วน จนเกิดเป็นซอมบี้ที่โครตน่ากลัววิ่งเร็วใน WAR Z หลุดทะลุไปถึงสไตล์ซอมบี้เกาหลีที่โคตรลุ้นตัวโก่งบนรถไฟเมื่อหลายปีก่อน แต่นั่นเอง ถ้าเป็นละครซีรีส์แล้ว ก็ต้องยกมือให้หนึ่งเดียวคือ The walking dead นี่แหละที่ถือเป็นมหากาพย์อย่างแท้จริง TWD 9 มหากาพย์ภาคต่อ ที่ควรให้ไปต่อ …

ละครไทย ความสุข บันเทิงที่คุ้นลิ้น

ต้องยอมรับกันว่า ความสุขเล็ก ๆ ของหลาย ๆ ชีวิตในบ้านเรา ซึ่งถือเป็นความบันเทิงที่ผ่อนคลายและเข้าถึงได้ง่ายดายที่สุด มีมาตั้งแต่เริ่มธุรกิจโทรทัศน์นั้น ก็คือ “ละคร” นั่นเอง  ดูกันมานานตั้งแต่รุ่นปู่ รุ่นย่า จนมาถึงพวกเรารุ่นนี้ที่จะเป็น 5G ไปทุกขณะ มีใครกล้ายกมือไหมละว่าตนเองไม่เคยดูละคร จน “ละคร” วันนี้กลายเป็นความสุขที่คุ้นชินไปแล้วของคนทุกเจนก็ว่าได้ รสชาติและบรรยากาศของละครไทย แน่นอนย่อมมีรสและอารมณ์ต่างกันไปกับละครชาติอื่น ๆ ซึ่งหากคุณช่ำชองดูละครมากเสียหน่อยแล้ว ก็จะเห็นว่าละครจีน ละครอินเดีย หรือละครที่เรียกว่าซีรีส์ฝรั่งนั้น ก็จะมีรสชาติ สไตล์และจังหวะการดำเนินเรื่องที่แซ่บมัน จัดจ้านต่างกันไป ของบ้านเราระยะหลังช่วงหนึ่งก็เป๋ไปทางสไตล์เกาหลี ก่อนจะกลับมาเป็นรสชาติของละครไทยที่เข้มข้นอีกครั้ง เหล่านี้คือความสุขบันเทิงที่เราคุ้นชิน จนเราคิดว่า ความเป็นธุรกิจละครอย่างไรก็ต้องมีต่อไป เปลี่ยนแปลงรูปแบบยาก ไม่มีทางที่จะล้มหายตายจากใช่ไหม? แต่..แน่นอน เมื่อธุรกิจอาชีพอื่น ๆ ยังถูกกระแสดิสรับชั่นธุรกิจ (Disruption) ให้ล้มหายเปลี่ยนแปลงไปได้ แล้วละครไทยล่ะ จะไม่ถูกกระแสโลกกลืนกิน ให้ปรับตัวกระนั้นหรือ? Disruption ละครไทย ก้าวใหญ่ต่อไป ที่ท้าทาย..?  ในโลกปัจจุบันนี้ เราต้องยอมรับว่าความบันเทิงได้ทวีความสำคัญมากขึ้นทุกขณะ หาได้ลดลงแต่อย่างใด แถมมีลักษณะที่ตื่นตัวไวมากขึ้นอีก คนเริ่มโหยหาอิสรภาพทางความบันเทิงให้สอดคล้องกับการใช้ชีวิต …